
เกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ผิวหนังมีการสร้างเม็ดสี (pigment) มากกว่าปกติ พบมากในหญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่กินหรือ ฉีดยาคุมกำเนิด แต่ก็อาจพบในผู้ชาย และผู้หญิงทั่วไป ผู้ที่ถูกแสงแดด หรือแสงไฟ (แสงอัลตราไวโอเลต) บ่อยอาจมีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย และเชื่อว่ากรรมพันธุ์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้านอกจากนี้ความเครียด สารเคมี (เช่น น้ำมันดิน) น้ำหอม เครื่องสำอาง ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือรอยด่างดำบนใบหน้าได้ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน ก็อาจทำให้หน้าเป็นฝ้าดำได้เช่นกัน บางคนอาจเกิดฝ้าโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้
ฝ้ามีลักษณะเป็นรอย หรือปื้นสีน้ำตาลออกดำขึ้นที่บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น หน้าผาก โหนกแก้มทั้งสองข้าง และดั้งจมูก บางคนอาจมีรอยดำ ที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศร่วมด้วย
การรักษา
1. ควรแนะนำข้อปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย คือ อย่าถูกแดดมาก (เวลาออกกลางแจ้ง ควรใส่หมวก หรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม และเครื่องสำอาง ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และอย่าให้อารมณ์เครียด
2. ใช้ยาลอกฝ้า ได้แก่ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ขนาด 2-4 % ทาวันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ ยานี้อาจทำให้แพ้ได้ จึงควรทดสอบโดยทาที่แขนแล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน (ห้ามล้างออก) ดูว่ามีผื่นแดงหรือไม่ ถ้ามีก็ห้ามใช้ยานี้ อาจผสมกับกรด เรติโนอิก ขนาด 0.01-0.05% และสเตอรอยด์ทำเป็นครีมยี่ห้อต่าง ๆ
3. ใช้ยากันแสง ได้แก่ พาบา (PABA ซึ่งย่อมา จาก Para-amino benzoic acid) ทาตอนเช้า หรือก่อนออกกลางแดด ควรใช้ชนิดที่มีความสามารถในการกรองแสง (sun protective factor/SPF) มากกว่า 15 ขึ้นไป ยานี้อาจทำให้แสบตา แสบจมูก เป็นสิว หรือแพ้ได้ โดยทั่วไป มักจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าอาการจะดีขึ้น และจะต้องใช้ยากันแสงไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันการกลับเป็นฝ้าอีกถ้าไม่ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือแพ้ยาที่ทารักษาฝ้า หรือสงสัยเป็นโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนังซึ่งอาจเปลี่ยนไปใช้รักษาฝ้าชนิดอื่นแทน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เนื้อหาดี มีประโยชน์มาก
ตอบลบหารูปมาใส่บ้างนะครับหูตาลายหมด
ตอบลบดีจ้า
ตอบลบแล้วนำมาให้เพื่อนอ่านอีกนะ
ติดกาแฟ เลิกได้ ติดบุหรี่ เลิกได้ แต่ติดใจรี พี่เลิกไม่ได้จริงๆ นะครับ
ตอบลบมีรูปเดียวหรอรี
ตอบลบรูปสวยดีนะ
ยังไม่แก่
ตอบลบยังไม่มี
ยังไม่แก่
ตอบลบอีก 10 ปีเจอกัน
ตอบลบดีจ้า
ตอบลบ