วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิธีป้องกันขอบตาช้ำ





ขอบตาช้ำ มีสาเหตุมาจากหลาย ๆ อย่าง


และเมื่อรอบช้ำเกิดขึ้นก็ทำลายความมั่นใจ


ของสาวๆ ได้ไม่น้อย วันนี้เรามีวิธีป้องกันแบบง่าย ๆ มาฝาก



วิธีป้องกัน


ไม่ให้เกิดรอยคล้ำรอบดวงตา คือ ความเครียด
การนอนหลับไม่เพียงพอ ขาดวิตามินและอื่น ๆ
ล้วนเป็นสาเหตุ ที่ทำให้รอบดวงตา
เกิดรอยคล้ำเป็นวงดูไม่สดใส เพราะจะเกิดจาก
เม็ดสีของเลือดที่สะท้อนออกทางผิวหนัง




วิธีแก้



คือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายทะเลหรือกาเฟอีน
จะทำให้การหมุนเวียนของโมเลกุลในเลือดดีขึ้นและ
ทำให้รอยคล้ำรอบดวงตาค่อย ๆ จางหายไ




รู้อย่างนี้แล้ว มาดูแลรักษาดวงตากันดีกว่า.








ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลดีๆจาก


http://campus.sanook.com/teen_zone/senior_02225.php





เคล็ดลับ ความสวย สำหรับคนอยากสวย แต่ไม่ค่อยมีเวลามาฝากกันจ้า...

สิ่งที่ต้องดูแลรองลงมาจากผิวหน้า คือ
ดวงตากับริมฝีปากสำคัญที่สุด








การดัดขนตากับปัดมาสคาร่า คือ
การเสริมเสน่ห์ดวงตาที่ง่ายที่สุด
เคล็ดลับง่าย ๆ คือ ดัดขนตา 3 ครั้ง
แล้วปัดมาสคาร่าซ้ำอีก 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
ดวงตาจะดูสวยขึ้นทันที และลิปสติกที่ทำให้ปากสวยอิ่มชุ่มฉ่ำ
อย่างลิปกลอสที่ ทำให้ริมฝีปากน่ามอง
อย่างเป็นธรรมชาติ และดูสุขภาพดี



ผิวขาวใสเร็วทันใจด้วยสตรอเบอร์รี่
ให้พอกหน้าด้วยสตรอเบอร์รี่ฝานบาง ๆ
หรือสับละเอียดทิ้งไว้สักพัก
ระหว่างนั้นจะรับประทานส่วนที่เหลือไปด้วยก็ได้
หลังล้างออกแล้วจะพบว่าผิวขาวขึ้น ดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้นทันตา
นั่นเพราะสตรอเบอร์รี่มีสารฤทธิ์แรงช่วยเพิ่มเลือดฝาดให้ผิว
และช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวให้กลับมามีชีวิตชีวา






การเปลี่ยนสีผมหรือทรงผมโดยช่างผู้ชำนาญ
เป็นวิธีที่ทำให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้อย่างชัดเจนที่สุด
ทำให้สดใสขึ้น มีพลัง เหมือนเป็นคนใหม่






ขอขอบคุณที่มาที่ให้ข้อมูลดีๆจาก


วิธีดูแลเล็บให้แข็งแรง






การทำเล็บบ่อย ๆ


จะทำให้สุขภาพเล็บไม่แข็งแรง


เช่น เล็บอ่อน เล็บเปราะบาง


หรือ เล็บเหลือง


แต่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยนมสดวิธีทำ


คือ นำนมสดมา 1 กล่อง


เทใส่แก้วหรือภาชนะสำหรับนำไปอุ่นให้ร้อนกว่าอุณหภูมิปกติ


จากนั้นนำเล็บลงไปแช่ในนมสด ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที


แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง


แล้วทาครีมบำรุงสำหรับนิ้วมือและเล็บตามปกติ


เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเล็บใครที่อยากมีเล็บแข็งแรง


สุขภาพดี ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้....






ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก


วิธีแก้ปวดประจำเดือนที่เป็นปัญหาของผู้หญิงเรา



วิธีแก้อาการปวดประจำเดือนแบบกะทันหัน

(โดยไม่พูดถึงการแก้แบบถาวรซึ่งต้องปฏิบัติพื้นฐานของชีวจิต)

1. ให้ระวังเรื่องอาหาร

ระวังมากๆก่อนเมนส์จะมา ผู้หญิงแทบทุกคนจะรู้ว่าวันไหนถึงกำหนดที่เมนส์จะมา ก่อนหน้านั้นให้ระวังเรื่องอาหารให้มากๆ อย่ากินอาหารประเภทมันจัด หวานจัด และเค็มจัด ที่ต้องเตือนกันเรื่องนี้ก็เพราะProstaglandins เป็นสารประเภทกรดไขมัน ถ้าคุณกินอาหารมันจัด หวานจัด เค็มจัดเยอะๆ สารตัวนี้ก็จะมีมากเกินไป เวลาเมนส์มาคุณก็จะปวดเมนส์ได้ง่าย


2. ตัดอาหารฟุ่มเฟือย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟ ชา น้ำอัดลม และช็อกโกแลต อาหารประเภทนี้ได้ทดลองและทดสอบมาแล้ว สำหรับคนปวดเมนส์มากๆ พอให้งดอาหารเหล่านี้ อาการปวดก็ทุเลา บางคนหายปวดไปเลย (นี่เป็นการทดลองของอาจารย์ด้านโรคเกี่ยวกับสตรี คือ อ.เพนนี บูดอฟ แห่งวีเมน เมดดิคอล เซ็นเตอร์ แห่งรพ.เบธเพจ นิวยอร์ก)


3. หยุดกินเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

(การทดลองของอ.บูดอฟอีกเช่นกัน)


4. อย่ากินยาประเภทขับน้ำ

มีผู้หญิงบางคนหรือหมอสมัยใหม่บางคนแนะนำให้กินยาขับน้ำหรือยาประเภทลดความอ้วน อย่ากินเป็นอันขาด (การทดลองและวิจัยของอ.ซูซาน ล้าค ผู้เชี่ยวชาญด้านการปวดมดลูก:Premenstrual Syndrome แห่งลอส อัลโตส แคลิฟอร์เนีย)



5. ให้กินวิตามินและแร่ธาตุ


กลุ่มวิตามินควรจะเป็นกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนต์(A, B, C, D, E ) และกลุ่มB(B1, B6, B12) รวมถึงแร่ธาตุ คือแคลเซียม แมกนีเซียม โปแตสเซียม ควรกินก่อนเมนส์มาสัก1สัปดาห์ และระหว่างมีเมนส์ก็ควรกินจนกว่าเมนส์จะหมดด้วย




6. ใช้ความร้อน


ให้ดื่มชาสมุนไพรร้อนๆ หรือน้ำมะนาวอุ่นๆ ขณะเดียวกันก็ใช้ผ้าอบร้อนหรือกระเป๋าน้ำร้อนวางบนหน้าท้องและบริเวณสะโพกเป็นพักๆ


7. ใช้ยาแก้ปวดชนิดเบาๆ

อย่างเช่น แอสไพริน พาราเซตามอล หรือไอมูโปรเฟน เป็นครั้งคราว ที่ว่าเป็นครั้งคราวนี้ หมายความว่ามันปวดมากจนทนไม่ได้ และขอให้กินเวลาปวดจนทนไม่ได้เท่านั้น อย่ากินประจำเป็นอันขาด เพราะเห็นผู้หญิงบางคนชอบกินยาแก้ปวดเป็นว่าเล่น บางทีไม่ได้ปวดอะไรนักหนา แต่มีอะไรนิดหน่อยก็ส่งเม็ดยาเข้าปากจนติดเป็นนิสัย ระวังจะกลายเป็นคนติดยา พอๆกับคนติดยาบ้านั่นเลย


8. การบริหารและออกกำลังกาย

อันนี้เป็นข้อบังคับตายตัวเลยว่าคุณต้องทำ ควรจะทำคู่กัน คือบริหารให้ร่างกายยืดและกล้ามเนื้อข้อต่อคลายและเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว แล้วจึงออกกำลังกายจนเหงื่อออกโทรมตัว จะใช้วิธีบริหารและออกกำลังแบบไหนก็ได้ตามถนัด โยคะก็ดี หรือบริหารผสมการนวดตัวก็ดี ควรเป็นการนวดแผนไทยหรือนวดเท้าดูก็ช่วยได้


9. เมกเลิฟบ่อยๆ

และต้องให้ได้Orgasmด้วย อย่าหาว่าทะลึ่งนะ อันนี้เป็นข้อแนะนำของอ.ซูซาน ล้าค(เจ้าเก่า)ซึ่งได้ค้นคว้าและวิจัยมาแล้ว


อ่านจบแล้ว...เป็นไงบ้างคะ คิดว่าคงเป็นประโยชน์พอสมควรนะ เพราะวันนี้เราก็ลองตัดอาหารฟุ่มเฟือย กับพยายามงดอาหารมันจัด เค็มจัด หวานจัดแล้ว ก็ได้ผลอยู่นะคะ แต่ข้อสุดท้ายนี่...ห้ามถามค่ะ เพราะยังไงก็ไม่บอก หุหุหุ










ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก


http://dolphin7.exteen.com/20070107/entry

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีดูแลผิวสวยให้มีสุขภาพดี





ผิวแห้ง
ผิวแห้งมีสาเหตุมาจากผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ อีกทั้งผิวยังไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับผิวมัน ผิวแห้งจะมีรูขุมขนที่ละเอียด แต่ผิวแห้งกร้าน อาจรุนแรงถึงขั้นลอกเป็นขุย ผิวจะให้สัมผัสที่ไม่นุ่มนวลเท่าที่ควร แถมเกิดริ้วรอยได้ง่ายเมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะมีแนวโน้มแห้งความชื้นน้อย เพราะต่อมไขมันทำงานช้าลง ดังนั้นการดูแลผิวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ความชุ่มชื่น ให้กับผิวอีกทั้งช่วยป้องกันริ้วรอย อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อาทิ น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง หรือเชียร์บัตเตอร์





ผิวผสม
ผิวผสมเป็นผิวที่แห้งและผิวมันบริเวณทีโซน เช่น บริเวณหน้าผาก จมูก คาง ต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่ และทำงานได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องสิวได้ ส่วนผิวบริเวณแก้มทั้งสองข้างมีลักษณะผิวธรรมดา หรือผิวแห้ง การดูแลผิวจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยปรับสมดุลของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน





ผิวธรรมดา
ผิวธรรมดาเป็นผิวที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันถึง เพราะเป็นผิวที่ดีที่สุด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผิวแห้งเกินไปหรือมันเกินไป ปัญหาเรื่องริ้วรอย หรือสิว จึงพบได้น้อย นอกจากการทำความสะอาด ปรับสภาพผิว และเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวแล้ว ก็ควรดูแลผิวเพิ่มเติมเมื่อต้องไปเผชิญกับสภาวะอาการที่ร้อนจัด หรือหนาวจัดเพื่อคงสุขภาพผิวที่ดีไว้ โดยคุณสามารถดูแลผิวธรรมดาของคุณให้สวยได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้โลชันน้ำนม ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ ว่านหางจระเข้ ดอกคาโมมาย เชียร์บัตเตอร์ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีนสกัดจากน้ำนมและถั่วเหลือง เป็นต้น นอกจากส่วนผสมดังกล่าวจะช่วยถนอมผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื่นแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยป้องกันผิวจากอากาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย





ผิวมัน
ผิวมันเกิดจากการที่ต่อมไขมันทำงานมากเกินปกติ และรูขุมขนที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ จึงปรากฏความมันของผิวโดยเฉพาะบริเวณทีโซน ปัญหาที่ตามมาคือสิว เพราะเกิดจาการอุดตันของน้ำมันตามรูขุมขน แต่คนผิวมันจะไม่เกิดปัญหาริ้วรอย ได้ง่ายเหมือนผิวประเภทอื่นๆ การดูแลผิวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมความมันและป้องกันสิว ทางที่ดีควรใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่มีส่วนผสมหรือสารสกัดจากธรรมชาติจะดีที่สุด





ผิวแพ้ง่าย
คุณสาวๆ บางคนอาจประสบปัญหาผิวแพ้ง่าย ใช้อะไรก็แพ้เป็นผื่น คัน แดง บ้างก็รุนแรงถึงขั้นเป็นรอยไหม้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวแพ้ง่ายล่ะก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดสูตรอ่อนโยนทั้งหลาย ใครที่ใช้แต่สบู่ก้อนอาบน้ำมาโดยตลอด และประสบกับปัญหาผิวแห้งตึง แตก คัน ก็ลองเปลี่ยนใช้เจลอาบน้ำสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีส่วนผสมของสารชำระล้าง ที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เพราะเจลอาบน้ำส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งผิวที่แห้งตึงเอาไว้ให้เราหลังอาบน้ำ





นอกจากนี้ ถ้าอยากขัดผิวให้เนียนนุ่มมากขึ้น การขัดผิวเป็นครั้งคราวก็ต้องเลือกดูส่วนผสมของครีมขัดเป็นสำคัญ เพราะครีมขัดโดยทั่วไปมักทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วยิ่งแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้น ครีมที่เหมาะกับคนทุกสภาพผิวก็ควรมีส่วนผสมของสิ่งที่จะช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ มะละกอ กากกาแฟ หรือเกลือทะเล เป็นต้น หลังขัดผิวสิ่งที่จะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นหลังการขัด คือ ทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว เชียร์บัตเตอร์ หรือน้ำผึ้ง เป็นต้น










ขอขอบคุณข้อมูลจาก


หน้าใสด้วยผลไม้




ฉบับนี้เอาใจคุณผู้หญิงเป็นพิเศษ ใครต้องการมีใบหน้าสวยใสไม่ควรพลาด เรามีเคล็ดลับทำหน้าใส สวยเด้งได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเปลืองตังค์ ไปซื้อเครื่องสำอางค์ราคาแพง ๆ คุณผู้ชายก็ใช้ได้นะ เป็นสูตรง่าย ๆ น้ำผลไม้ใกล้ ๆ ตัว มาปั่น บด ผสมผสานกันก็กลายเป็นเครื่องประทินผิวสวยได้แล้ว รับรองได้ว่าเป็นอันตรายแน่นอน





สูตรสาวหน้าใสน้ำผึ้งผสมมะนาว
ส่วนผสม มีแค่น้ำผึ้งกับน้ำมะนาว ใช้น้ำผึ้ง 1 ถ้วย
กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน
นำมานวดให้ทั่วใบหน้า นวดไปเรื่อยๆ
ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
สูตรนี้มะนาว จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเช่นเดียวกับครีมที่ผสม
กรด AHA ส่วนน้ำผึ้งจะทำให้ผิวหน้านุ่มและชุ่มชื้น


สูตรสาวหน้าใสด้วยแอปเปิ้ล





ใช้แอปเปิ้ล ปอกเปลือกแล้วคว้านเอาเฉพาะเนื้อ
นำมาปั่นรวมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
นำมาทาให้ทั่วใบหน้า แล้วนวดเบาๆ ทิ้งไว้ 15 นาที
แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สูตรนี้จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่
ความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ทำให้ใบหน้าดูสดใสเปล่งปลั่ง อีกด้วย

สูตรกระชับรูขุมขน มะเขือเทศ

แตงกวาหรือกล้วยหอมก็ได้
เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งปอกเปลือก
เอาเมล็ด ออกให้หมดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
เติมน้ำผึ้งหรือนมเปรี้ยวลงไป นำไปปั่นให้ละเอียด
จนเป็นเนื้อ ครีม นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอ
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้จะ
ช่วยทำความสะอาดใบหน้า
และกระชับรูขุมขนและบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น


สูตรครีมทำความสะอาดผิวหน้า (Cleanser)


ใช้โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย น้ำมันดอกทานตะวัน
น้ำมะนาวสด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ นำส่วนผสม 3 ชนิดผสมให้เข้ากัน
นำพอกให้ทั่วหน้าประมาณ 5 นาที ทุกเช้าและก่อนนอน
แล้วจึงล้างออก ด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้ใช้ได้กับทุกสภาพผิว
จะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วย



สูตรสาวผิวแห้ง มอยเจอร์ไรเซอร์จากกล้วย

นำกล้วย 1 ผล ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ บดให้เข้ากัน
นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
จะทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น
สูตรนี้เหมาะกับผิวแห้ง สูตรพอกหน้าใสจากแตงกวา
ใช้แตงกวา 1 ผล ไข่ไก่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว)
และมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ หั่นแตงกวาเป็น
ชิ้นบางๆ นำไปปั่นพร้อมกับไข่ขาวและใส่น้ำมะนาวลงไป
ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน นำมา พอกให้ทั่วใบหน้า
เว้นรอบปากและดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
แล้วจึงล้างหน้าตามปกติ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์
จะช่วยลดความมันส่วนเกิน และยังช่วยกระชับรูขุมขน
ผิวหน้าจะ ดูเนียนเรียบและชุ่มชื้น เหมาะสำหรับผิวมันและผิวผสม



เคล็ดลับที่ควรคำนึงถึง

ผลไม้ที่ใช้ต้องสด มีคุณภาพดี
ภาชนะที่ใช้ใส่ผลไม้ ส่วนผสมต่างๆ
ควรใช้แก้วหรือกระเบื้อง ก่อนทำการพอกหน้า
ชควรทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาด โดยการอัง
ใบหน้ากับไอน้ำและนวดเบาๆ เพื่อเปิดรูขุมขน
เวลาพอกหน้าไม่ควรพูดคุยหรืออ่านหนังสือ






เรียบเรียงโดย ... เยาวลักษณ์ พิพัฒน์จำเริญกุล

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ฝ้า เกิดจากสาเหตุใด

ฝ้า เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง
พบมากในอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป





เกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ผิวหนังมีการสร้างเม็ดสี (pigment) มากกว่าปกติ พบมากในหญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่กินหรือ ฉีดยาคุมกำเนิด แต่ก็อาจพบในผู้ชาย และผู้หญิงทั่วไป ผู้ที่ถูกแสงแดด หรือแสงไฟ (แสงอัลตราไวโอเลต) บ่อยอาจมีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย และเชื่อว่ากรรมพันธุ์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้านอกจากนี้ความเครียด สารเคมี (เช่น น้ำมันดิน) น้ำหอม เครื่องสำอาง ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือรอยด่างดำบนใบหน้าได้ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน ก็อาจทำให้หน้าเป็นฝ้าดำได้เช่นกัน บางคนอาจเกิดฝ้าโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้




ฝ้ามีลักษณะเป็นรอย หรือปื้นสีน้ำตาลออกดำขึ้นที่บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น หน้าผาก โหนกแก้มทั้งสองข้าง และดั้งจมูก บางคนอาจมีรอยดำ ที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศร่วมด้วย

การรักษา
1. ควรแนะนำข้อปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย คือ อย่าถูกแดดมาก (เวลาออกกลางแจ้ง ควรใส่หมวก หรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม และเครื่องสำอาง ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และอย่าให้อารมณ์เครียด

2. ใช้ยาลอกฝ้า ได้แก่ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ขนาด 2-4 % ทาวันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ ยานี้อาจทำให้แพ้ได้ จึงควรทดสอบโดยทาที่แขนแล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน (ห้ามล้างออก) ดูว่ามีผื่นแดงหรือไม่ ถ้ามีก็ห้ามใช้ยานี้ อาจผสมกับกรด เรติโนอิก ขนาด 0.01-0.05% และสเตอรอยด์ทำเป็นครีมยี่ห้อต่าง ๆ

3. ใช้ยากันแสง ได้แก่ พาบา (PABA ซึ่งย่อมา จาก Para-amino benzoic acid) ทาตอนเช้า หรือก่อนออกกลางแดด ควรใช้ชนิดที่มีความสามารถในการกรองแสง (sun protective factor/SPF) มากกว่า 15 ขึ้นไป ยานี้อาจทำให้แสบตา แสบจมูก เป็นสิว หรือแพ้ได้ โดยทั่วไป มักจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าอาการจะดีขึ้น และจะต้องใช้ยากันแสงไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันการกลับเป็นฝ้าอีกถ้าไม่ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือแพ้ยาที่ทารักษาฝ้า หรือสงสัยเป็นโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนังซึ่งอาจเปลี่ยนไปใช้รักษาฝ้าชนิดอื่นแทน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.doctorcosmetics.com/